Tuesday, February 12, 2008

ไดโนเสาร์ในไทย

พบซากไดโนเสาร์ ร้อยล้านปีที่โคราช [18 ธ.ค. 50 - 04:33]
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 ธ.ค. ที่พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนคร ราชสีมา ต.สุรนารี อ.เมืองนครราชสีมา นายพงษ์ศิริ กุสุมภ์ รอง ผวจ.นครราชสีมา นายประเทือง จินตสกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินฯ และนายโยอิชิ อซูมา รองผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ฟูกุอิ จังหวัดฟูกุอิ ประเทศ ญี่ปุ่น ร่วมกันแถลงข่าวขุดพบชิ้นส่วนกระดูกไดโนเสาร์
นายประเทืองเปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2543 สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้รวบรวมชิ้นส่วนกระดูก ไดโนเสาร์ที่พบในก้อนหินบริเวณรอบเขต อ.เมืองนครราชสีมา และเชิญนายดง จี หมิง ผู้เชี่ยวชาญไดโนเสาร์จากสถาบันบรรพชีววิทยาสัตว์มีกระดูกสันหลัง กรุงปักกิ่งของจีน มาช่วยจำแนกชิ้นส่วนกว่า 1,000 ชิ้น
พบว่าเป็นกระดูกไดโนเสาร์ 6 ชนิด คือ อัลโลซอริด อิกัวโนดอนทิด แฮดโดรซอร์ ภูเวียงโกซอรัส โดรเมโอซอริด และออร์นิโธมิมิด และเนื่องจากนายดง จี หมิง เป็นที่ปรึกษาของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ฟูกุอิของญี่ปุ่น ทำให้ นายโยอิชิผู้เชี่ยวชาญไดโนเสาร์และรองผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ไดโนเสาร์ฟูกุอิซึ่งเคยสำรวจไดโนเสาร์ในจีนเกิดความสนใจและเดินทางมาศึกษาเรื่องนี้ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อปี 2549
นายโยอิชิมีความเห็นว่า แหล่งไดโนเสาร์ที่ อ.เมืองนครราชสีมา เป็นแหล่งที่น่าสนใจและศึกษาค้นคว้ามาก เมื่อกลับไปประเทศญี่ปุ่น ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดฟูกุอิ ซึ่งสนับสนุนงบประมาณการจัดสร้างและบริหารงานพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ฟูกุอิ จนในที่สุด หัวหน้าคณะผู้บริหารการศึกษาของจังหวัดฟูกุอิคือนายมาซาฮิโร ฮิโรเบะ ประกาศให้ความร่วมมือสำรวจไดโนเสาร์ที่ จ.นครราชสีมา
ทั้งนี้จะสนับสนุนทุนค่าใช้จ่ายให้คณะผู้เชี่ยวชาญของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ฟูกุอิปีละ 6 ล้านเยน หรือ 1.8 ล้านบาท รวม 3 ปี ตั้งแต่ปี 2550-2552 เพื่อสำรวจ ร่วมกับสถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินฯของไทยซึ่งได้รับทุน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จากการขุดซากชิ้น ส่วนกระดูกไดโนเสาร์ในชั้นหินอายุประมาณ 100 ล้านปี ที่แหล่งบ้านสะพานหิน ต.สุรนารี อ.เมืองนครราชสีมา พบไดโนเสาร์ทั้งพันธุ์กินเนื้อและพันธุ์กินพืช รวมทั้งสัตว์ เลื้อยคลานบินได้
พร้อมกันนั้นพบชิ้นส่วน เต่า จระเข้ ปลาเกล็ดแข็งและพวกเลปิโดเทส ปลาฉลามน้ำจืดไฮโบดอนต์ และหอยต่างๆ ที่สำคัญคือ ไดโนเสาร์พวกอัลโลซอริดมีความยาวถึง 10 เมตร พบที่บ้านสะพานหิน ต.สุรนารี อ.เมืองนครราชสีมา เป็นพันธุ์กินเนื้อใหญ่ที่สุดที่เคยขุดพบในไทย โดยพบขากรรไกรและฟันหลายซี่ บางซี่ไม่รวมรากฟันมีความยาวถึง 10 เซนติเมตร ก่อนหน้านี้พบกระดูกไดโนเสาร์พันธุ์สยามโมไทรันนัส อิสานเอสซิสที่ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น เป็นพันธุ์กินเนื้อ มีความยาวเพียง 6.5 เมตร เท่านั้น
ขณะเดียวกันพบชิ้นส่วนไดโนเสาร์พันธุ์กินพืช พวกอิกัวโนดอนต์ มีความยาว 7 เมตร และไดโนเสาร์ปากเป็ดหรือแฮดโดรซอริด โดยพบฟันและขากรรไกรเช่นกัน สำหรับไดโนเสาร์พันธุ์ปากเป็ดนี้พบเป็นแห่งแรกของไทย และคาดว่าอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก สำหรับสัตว์เลื้อยคลานบินได้พวกเทอโรซอร์ ถือว่าพบเป็นแห่งที่ 2 ของประเทศไทยต่อจาก จ.สกลนคร โดยพบฟัน 20 ซี่ และกระดูกส่วนหนึ่ง โดยปีกมีความกว้างเมื่อกางออกไม่ต่ำกว่า 5 เมตร อยู่ในตระกูลออร์นิโธคีริดี หรือเทอโรซอร์ที่มีปีกคล้ายนก
สำหรับไดโนเสาร์ที่พบเหล่านี้ไม่มีรายงานการพบมาก่อนในเขต จ.ขอนแก่น และ จ.กาฬสินธุ์ อันเป็นแหล่งไดโนเสาร์ที่รู้จักกันทั่วไปในประเทศไทย นับว่าสำคัญกับ จ.นครราชสีมา ในฐานะเป็นประตูสู่ภาคอีสาน ถือเป็นโอกาสที่ดีของ จ.นครราชสีมา ในการอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการท่องเที่ยวด้านไดโนเสาร์ของประเทศไทยต่อไป

ไดโนเสาร์ในไทย

พบซากไดโนเสาร์ ร้อยล้านปีที่โคราช [18 ธ.ค. 50 - 04:33]
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 ธ.ค. ที่พิพิธภัณฑ์ไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏนคร ราชสีมา ต.สุรนารี อ.เมืองนครราชสีมา นายพงษ์ศิริ กุสุมภ์ รอง ผวจ.นครราชสีมา นายประเทือง จินตสกุล ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินฯ และนายโยอิชิ อซูมา รองผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ฟูกุอิ จังหวัดฟูกุอิ ประเทศ ญี่ปุ่น ร่วมกันแถลงข่าวขุดพบชิ้นส่วนกระดูกไดโนเสาร์
นายประเทืองเปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2543 สถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินและทรัพยากรธรณีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้รวบรวมชิ้นส่วนกระดูก ไดโนเสาร์ที่พบในก้อนหินบริเวณรอบเขต อ.เมืองนครราชสีมา และเชิญนายดง จี หมิง ผู้เชี่ยวชาญไดโนเสาร์จากสถาบันบรรพชีววิทยาสัตว์มีกระดูกสันหลัง กรุงปักกิ่งของจีน มาช่วยจำแนกชิ้นส่วนกว่า 1,000 ชิ้น
พบว่าเป็นกระดูกไดโนเสาร์ 6 ชนิด คือ อัลโลซอริด อิกัวโนดอนทิด แฮดโดรซอร์ ภูเวียงโกซอรัส โดรเมโอซอริด และออร์นิโธมิมิด และเนื่องจากนายดง จี หมิง เป็นที่ปรึกษาของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ฟูกุอิของญี่ปุ่น ทำให้ นายโยอิชิผู้เชี่ยวชาญไดโนเสาร์และรองผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ไดโนเสาร์ฟูกุอิซึ่งเคยสำรวจไดโนเสาร์ในจีนเกิดความสนใจและเดินทางมาศึกษาเรื่องนี้ที่ จ.นครราชสีมา เมื่อปี 2549
นายโยอิชิมีความเห็นว่า แหล่งไดโนเสาร์ที่ อ.เมืองนครราชสีมา เป็นแหล่งที่น่าสนใจและศึกษาค้นคว้ามาก เมื่อกลับไปประเทศญี่ปุ่น ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดฟูกุอิ ซึ่งสนับสนุนงบประมาณการจัดสร้างและบริหารงานพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ฟูกุอิ จนในที่สุด หัวหน้าคณะผู้บริหารการศึกษาของจังหวัดฟูกุอิคือนายมาซาฮิโร ฮิโรเบะ ประกาศให้ความร่วมมือสำรวจไดโนเสาร์ที่ จ.นครราชสีมา
ทั้งนี้จะสนับสนุนทุนค่าใช้จ่ายให้คณะผู้เชี่ยวชาญของพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ฟูกุอิปีละ 6 ล้านเยน หรือ 1.8 ล้านบาท รวม 3 ปี ตั้งแต่ปี 2550-2552 เพื่อสำรวจ ร่วมกับสถาบันวิจัยไม้กลายเป็นหินฯของไทยซึ่งได้รับทุน จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จากการขุดซากชิ้น ส่วนกระดูกไดโนเสาร์ในชั้นหินอายุประมาณ 100 ล้านปี ที่แหล่งบ้านสะพานหิน ต.สุรนารี อ.เมืองนครราชสีมา พบไดโนเสาร์ทั้งพันธุ์กินเนื้อและพันธุ์กินพืช รวมทั้งสัตว์ เลื้อยคลานบินได้
พร้อมกันนั้นพบชิ้นส่วน เต่า จระเข้ ปลาเกล็ดแข็งและพวกเลปิโดเทส ปลาฉลามน้ำจืดไฮโบดอนต์ และหอยต่างๆ ที่สำคัญคือ ไดโนเสาร์พวกอัลโลซอริดมีความยาวถึง 10 เมตร พบที่บ้านสะพานหิน ต.สุรนารี อ.เมืองนครราชสีมา เป็นพันธุ์กินเนื้อใหญ่ที่สุดที่เคยขุดพบในไทย โดยพบขากรรไกรและฟันหลายซี่ บางซี่ไม่รวมรากฟันมีความยาวถึง 10 เซนติเมตร ก่อนหน้านี้พบกระดูกไดโนเสาร์พันธุ์สยามโมไทรันนัส อิสานเอสซิสที่ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น เป็นพันธุ์กินเนื้อ มีความยาวเพียง 6.5 เมตร เท่านั้น
ขณะเดียวกันพบชิ้นส่วนไดโนเสาร์พันธุ์กินพืช พวกอิกัวโนดอนต์ มีความยาว 7 เมตร และไดโนเสาร์ปากเป็ดหรือแฮดโดรซอริด โดยพบฟันและขากรรไกรเช่นกัน สำหรับไดโนเสาร์พันธุ์ปากเป็ดนี้พบเป็นแห่งแรกของไทย และคาดว่าอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก สำหรับสัตว์เลื้อยคลานบินได้พวกเทอโรซอร์ ถือว่าพบเป็นแห่งที่ 2 ของประเทศไทยต่อจาก จ.สกลนคร โดยพบฟัน 20 ซี่ และกระดูกส่วนหนึ่ง โดยปีกมีความกว้างเมื่อกางออกไม่ต่ำกว่า 5 เมตร อยู่ในตระกูลออร์นิโธคีริดี หรือเทอโรซอร์ที่มีปีกคล้ายนก
สำหรับไดโนเสาร์ที่พบเหล่านี้ไม่มีรายงานการพบมาก่อนในเขต จ.ขอนแก่น และ จ.กาฬสินธุ์ อันเป็นแหล่งไดโนเสาร์ที่รู้จักกันทั่วไปในประเทศไทย นับว่าสำคัญกับ จ.นครราชสีมา ในฐานะเป็นประตูสู่ภาคอีสาน ถือเป็นโอกาสที่ดีของ จ.นครราชสีมา ในการอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการท่องเที่ยวด้านไดโนเสาร์ของประเทศไทยต่อไป

ไดโนเสาร์

รายชื่อไดโนเสาร์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา

[แก้] ไดโนเสาร์กินพืช
คามาราซอรัส
เคนโทรซอรัส
แคมป์โทซอรัส
แคสโมซอรัส
โคริโทซอรัส
ซัลตาซอรัส
ซิตทะโคซอรัส
ดิปโพลโดคัส
ทีนอนโตซอรัส
ไทรเซอราทอปซ์
แบรกคิโอซอรัส
ปาตาโกซอรัส
อิกัวโนดอน

[แก้] ไดโนเสาร์กินเนื้อ
คอมซอกนาทัส
คาร์ชาโรดอนโตซอรัส
คาร์โนทอรัส
จิกแกนโนโตซอรัส
ซีโลไฟซิต
ไดโนนีคัส
ไดโลโฟซอรัส
โทรโอดอน
ไทรันโนซอรัส เร็กซ์
บารีโอนิกซ์
เวโลซีแรปเตอร์
อัลโลซอรัส
เฮอร์รีราซอรัส
ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C".
หมวดหมู่: ไดโนเสาร์

Monday, January 28, 2008

subject of thesis

La phrénologie หรือ phrenologie ในภาษาอังกฤษ วิชานี้ แต่เดิมผู้ทีตั้งชื่อเรียกว่าวิชาการตรวจกระโหลกศรีษะ แต่ผู้ที่ตั้งชื่อให้ในยุคนั้น ได้อ้างอิงผลงานการทดลองของผู้คิดค้นคนแรก คือ แอฟ. จี. กาล นักทฤษฎีต่างๆได้ทำการถกเถียงหาข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องของตำแหน่งของสมองส่วนต่างๆที่ทำหน้าเฉพาะแยกจากกัน แต่ว่ามีความสัมพันธ์กัน เป็นเวลาหลายศตวรรษที่เดียวกว่าจะได้ทฤษฎีที่เป้นที่ยอมรับ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าสมองมีการทำงานเป็นระบบแยกจากกันในแต่ละส่วนและมีสมองสั่งการสำหรับส่วนนั้นๆ
ผู้ที่เรียนแพทย์ย่อมต้องรู้เรื่องที่มาของทฤษฎีดังกล่าวแต่นักเรียน บุคคลทั่วไปคงไม่ได้สนใจรู้เรื่องนัก เพราะเป็นวิชาการ แต่ว่าการที่เรารู้เรื่องเหล่านี้ จะทำให้เราเข้าใจการทำงานของสมองมนุษย์ได้หรือแม้แต่สมองของเราเอง รวมทั้งการคิดและความรู้สึกต่างๆที่เราไม่เข้าใจว่าเราคิดเราทำไปได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น เราอาจจะรู้สึกถึงความสำคัญของสมองมากขึ้นและไม่อาจละเลยต่อการดูแลระมัดระวังสมองของเรามิให้เกิดความเสียหายหรือความเสื่อมก่อนเวลาอันควร แม้ว่าจะมีการเสื่อมไปแต่ว่าการแพทย์ปัจจุบันทำให้คนเราชะลอการเสิ่อมนั้นได้ด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด ดูแลสุขภาพในวิธีที่ถูกต้องทั้งทางการแพทย์และธรรมชาติ
ก่อนจะได้มาเขียนอีกครั้งคงจะเป็นเนื้อหาที่ละเอียดและลึกซึ้งขึ้น ตลอดจนเรื่องของเซลล์ประสาทที่อยากให้ทุกคนได้อ่านเป็นความรู้ด้วยการเรียบเรียงอย่างง่ายๆในภาษาที่คนธรรมดาเข้าใจได้

Wednesday, January 16, 2008

มรดกเลือด

มรดกเลือด? จาก 'ธรรมวัฒนะ' ถึง 'ซอสภูเขาทอง'
คมสันต์ กล่อมสิงห์
หากพลิกแฟ้มคดีฆาตกรรมอำพรางที่เป็นปริศนา นำไปสู่ชนวนที่มาของการเปิดศึกแย่งชิงกองมรดกมูลค่ามหาศาล จนกลายเป็นกองมรดกเลือด ย้อนหลังไป 10 ปี จะพบว่ามีคดีดังๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนในแวดวงตระกูลไฮโซ ไฮซ้อ ตกเป็นข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์รายวันติดๆ กันยืดยาวชวนติดตามยิ่งกว่าละครน้ำเน่าในจอทีวี อยู่ 2 ตระกูลใหญ่
"ธรรมวัฒนะ" ตระกูลดังย่านสะพานใหม่-ดอนเมือง คือ มรดกเลือดคดีแรก
"วิญญรัตน์" ตระกูลเจ้าของธุรกิจซอสภูเขาทองซึ่งกำลังโด่งดังขณะนี้ ถือเป็นศึกมรดกเลือดคดีที่ 2 จะเป็นความบังเอิญหรืออะไรก็ตาม แต่เรื่องของทั้ง 2 ตระกูลมีอะไรที่คล้ายกัน ราวกับมีนักประพันธ์มือดีขีดเขียนเส้นทางชีวิตจริงให้กลายเป็นดั่งละครน้ำเน่า ประเภทลูกฆ่าพ่อ น้องฆ่าพี่ แบบทิ้งปริศนาให้คนดูขบคิด ค้นหาฆาตกรตัวจริง ที่กระโจนลงสู่สมรภูมิเข้าช่วงชิงอำนาจและทรัพย์สินเงินทอง
แต่ใช่ว่าตระกูลอื่นๆ จะไม่มีเรื่องลักษณะนี้ พอดีไม่เป็นข่าวและไม่โด่งดังเท่า 2 ครอบครัวนี้เท่านั้น เราๆ ท่านๆ เลยไม่มีโอกาสสืบเสาะเข้าไปรับรู้รับทราบ
มรดกเลือดหมื่นล้านตระกูลธรรมวัฒนะ ก่อตัวขึ้นมาหลังจากนางสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ ผู้เป็นแม่เสียชีวิตลง แม้จะจัดสรรแบ่งโอนทรัพย์สินมรดกต่างๆ ให้แก่ทายาทธรรมวัฒนะหมดแล้ว แต่ยังเหลือธุรกิจ ตลาดยิ่งเจริญ หรือตลาดขี้เถ้า ที่ระบุในพินัยกรรมให้แบ่งมรดกแบบกงสีฝรั่ง โอนทรัพย์สินทั้งหมดของตลาดมาขึ้นกับกองทุนใช้ชื่อ บริษัท สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ จำกัด มีลูก 8 คนเป็นผู้ถือหุ้น
ต่อมา น.ส.ฐานิยา หรือนงนุช ธรรมวัฒนะ ลูกคนเล็ก ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท อ้างเหตุผลไปทำธุรกิจของตัวเอง จากนั้นทายาทธรรมวัฒนะต้องการให้ตลาดเจริญยิ่งยิ่งขึ้น จึงตกลงว่าจ้างบริษัทมาบริหารตลาด ซึ่งบริษัทที่ว่าจ้างก็ไม่ใช่อื่นไกล พี่น้องทั้ง 7 คน ยกเว้นนงนุชคนเดียว ไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่อีกบริษัทชื่อ สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (1990) โดยมีนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ เป็นประธาน นายนพดล ธรรมวัฒนะ เป็นกรรมการผู้จัดการ ทำหน้าที่บริหารตลาด เก็บเงินรายได้จากตลาดได้กำไรสุทธิเท่าไหร่ก็เอาไปส่งให้แก่บริษัทกงสี แบ่งกันใน 8 พี่น้อง
ประธานกับกรรมการผู้จัดการต่างเป็นแกนนำกลุ่มธรรมวัฒนะที่แยกออกเป็น 2 ขั้ว ซึ่งแต่ละขั้วต่างมีสมาชิกฝ่ายละ 3 คนเท่ากัน สามารถถ่วงดุลกันได้ กระทั่งนายปริญญา ธรรมวัฒนะ เกิดมาแตกคอกับนายนพดล ในกิจการโกลด์มาสเตอร์ ทำให้ขั้วของนายนพดลสู้ฝั่งนายห้างทองไม่ได้ ทำให้นายนพดลลาออกจากการเป็นผู้จัดการตลาด กลุ่มนายห้างทองจึงเรียกประชุมแต่งตั้งกรรมการใหม่ ให้นายปริญญาเป็นผู้จัดการแทน
ปมมรดกเลือดธรรมวัฒนะมาปะทุเดือดสุดๆ เมื่อย่ำรุ่งของวันที่ 6 กันยายน 2542 นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ซึ่งขณะนั้นเป็น ส.ส.กทม. พรรคประชากรไทย ใช้อาวุธปืนยิงตัวตาย ที่บ้านเลขที่ 299/9 หมู่ 7 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. ภายในห้องนอนนายนพดล ผู้เป็นน้องชายที่กำลังมีปัญหาความขัดแย้งการจัดการกองมรดก แม้เบื้องต้นตำรวจจะสันนิษฐานว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่น้องๆ ขั้วนายห้างทอง นำโดยนายปริญญา ธรรมวัฒนะ น้องคนที่ 9 ไม่เชื่อว่าพี่ชายจะฆ่าตัวตายเอง เพราะมีเงื่อนงำชวนให้เคลือบแคลง ไม่ว่าจะเป็นมูลเหตุจูงใจ สภาพศพ ปืนที่ใช้ฆ่าตัวตาย
"นพดล" ลูกคนที่ 4 ของตระกูลธรรมวัฒนะ แกนหลักฝั่งตรงข้ามขั้วนายห้างทอง ตกเป็นจำเลยสังคม ที่ถูกมุ่งเป้าว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้
"ขณะนี้ที่ผมถูกกระทำยิ่งกว่าศาลเตี้ยเสียอีก และสังคมจะอยู่ได้อย่างไรครับ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องสร้างวัฒนะธรรมที่ถูกต้อง สร้างความถูกต้องให้มันเกิดหลักเกณฑ์ กฎเกณฑ์ต้องเกิดขึ้น" บทสัมภาษณ์เปิดใจช่วงหนึ่งของนายนพดล ธรรมวัฒนะ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2542 หลังถูกกระแสสังคมกดดันอย่างหนัก ในคดีการเสียชีวิตของนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ว่าตัวเขาเองน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ตำรวจใช้เวลานานกว่า 43 วัน ในการสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สุดท้ายสรุปนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ฆ่าตัวตาย??? โดยไม่มีพยานหลักฐานใดชี้ให้เห็นว่าเป็นการฆาตกรรม !!!
"แพทย์ผู้ชำนาญนิติจิตเวชมีความเห็นก่อนหน้านั้นว่า ช่วงก่อน 5 ทุ่ม นายห้างทองอาจมีอาการเครียดมาก จนไม่สามารถทานอาหารได้ตามปกติ จนเวลา 5 ทุ่มจึงตัดสินใจเลือกแนวทางการแก้ปัญหาให้จบไปจึงรู้สึกสบายใจ และเกิดอาการหิว บริโภคอาหารได้อย่างมากก่อนที่ฆ่าตัวตาย" พล.ต.ต.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบช.น. แถลงถึงปัจจัยการตัดสินใจฆ่าตัวตายของนายห้างทองไว้เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2542 ณ ห้องประชุมกองบัญชาการตำรวจนครบาล
ฆ่าตัวตาย คือบทสรุปของการเสียชีวิตของพี่ใหญ่ตระกูลธรรมวัฒนะ แต่ดูเหมือนว่าศึกกองมรดกเลือดตระกูลนี้ไม่ได้จบตามไปด้วย แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานหลายปี ความสัมพันธ์ของเหล่าบรรดาพี่น้องก็ยังแตกร้าวเหมือนเช่นเดิม โดยเฉพาะตัวนายปริญญากับนายนพดล 2 ผู้นำก๊กที่ต่อกันไม่ติด ถึงขนาดนายปริญญา ออกมายอมรับว่า "ความขัดแย้งกับนายนพดล ที่ตนเองเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการตายนายห้างทองนับวันจะมีเพิ่มมากขึ้น" นอกจากนี้พี่น้องทั้ง 2 ฝ่าย ยังพยายามที่จะตัดความสัมพันธ์ด้วยการขายหุ้นในตลาดยิ่งเจริญ เพื่อไม่ต้องมีอะไรสัมพันธ์กันอีกต่อไป
กลายเป็นจุดล่มสลายแห่งความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องของตระกูล "ธรรมวัฒนะ"
ให้หลังมาได้ 3 ปี คดีลักษณะเดียวกันกับตระกูลธรรมวัฒนะมาเกิดขึ้นอีกครั้งกับตระกูล "วิญญรัตน์" เจ้าของธุรกิจซอสภูเขาทอง และโด่งดังไม่แพ้กัน ซึ่งถ้ามองดีๆ จะเห็นว่า ชนวนมรดกเลือดของตระกูลนี้ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดเอาตอนนี้ แต่ การระหองระแหงระหว่างพี่น้องภายในกันเองมีมานานเป็น 10 ปี โดยที่คนนอกไม่ได้เข้าไปรับรู้ จะรู้กันเฉพาะคนใกล้ชิด หรือคนในแวดวงเท่านั้น
จุดประกายปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัวออกมาเป็นข่าวให้สังคมภายนอกรับรู้และรับทราบ
ตั้งแต่เมื่อ 1 สิงหาคม 2529 หลังคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ ใช้ปืน.38 ยิงนายไกรลาศ วิญญรัตน์ หรือเฮีย 3 ที่เข้ามาดูแลกิจการใน หจก.ไทยเทพรส ตำแหน่งผู้จัดการ แทนนายใช้ แซ่โค้ว ผู้เป็นบิดา เพราะนายไกรลาศเป็นลูกชายคนโตของพี่น้องทั้งหมด
ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 คน คือ นางวิมลรัตน์ วิญญรัตน์ สะใภ้ 4 หรือที่ทุกคนเรียกซ้อ 4 ภรรยานายไกรวัลย์ วิญญรัตน์ หรือเฮีย 4 ของตระกูล ในฐานะเป็นผู้จ้างวานนายศิรินทร์ โลกนิมิตร คนขับรถจักรยานยนต์ และนายโพธิ์แก้ว โลกนิมิตร มือปืน ต่อมา ศาลอาญาพิพากษาว่ามีความผิดจริงให้ลงโทษประหารชีวิตนางวิมลรัตน์ และจำคุกนายศิรินทร์และนายโพธิ์แก้วตลอดชีวิต ซึ่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น นางวิมลรัตน์ ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอภัยโทษประหารชีวิต เป็นจำคุก 40 ปี ปัจจุบันต้องโทษจำคุกอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงลาดยาว
กิจการต่างๆ ของตระกูลวิญญรัตน์ แทนที่จะตกไปอยู่ในความดูแลของนายไกรวัลย์ เฮีย 4 ก็ต้องเลื่อนลงไปอยู่ในมือนายปริญญา วิญญรัตน์ หรือเฮีย 7 เพราะภรรยาเฮีย 4 ต้องหาจ้างวานฆ่าพี่ชายเสียแล้ว หากเฮีย 4 ขึ้นนั่งเก้าอี้บริหารกิจการคงไม่สวยเท่าใดนัก ทำให้ความขัดแย้งในตระกูลวิญญรัตน์ทวีความร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ นายไกรวัลย์ หรือเฮีย 4 ได้ไปแจ้งความกล่าวโทษต่อกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับนางวรรณราตรี วิญญรัตน์ สะใภ้ 7 หรือซ้อ 7 กล่าวหาเป็นผู้จ้างวานให้นายศิรินทร์และนายโพธิ์แก้วฆ่านายไกรลาศตามคดีเดิมที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว กระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน 2545 ตำรวจมีหลักฐานว่าซ้อ 7 มีส่วนร่วมกระทำผิด??? จึงขออนุมัติออกหมายจับ
แต่พอตำรวจจะออกติดตามซ้อ 7 มาดำเนินคดี กลับพบประเด็นที่น่าสนใจเกิดขึ้นใหม่ในคดีนี้อีก "ซ้อ 7 หายตัวไปแบบไร้ร่องรอยมานานกว่า 4 ปี" ไม่มีการติดต่อกับญาติพี่น้องหรือแม้แต่คนใกล้ชิด และที่น่าสงสัยเป็นพิเศษก็ตรงบัญชีธนาคารของเธอไม่เคยมีการเคลื่อนไหวตามวันเวลาที่เธอเองหายตัวไปเช่นกัน
เธอหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 แต่กว่าเรื่องจะถูกเปิดเผยก็เมื่อแม่บ้านที่รับจ้างทำความสะอาดห้องเลขที่ 675/199-202 อาคารปรีดีเพลส ตึก B ที่ซ้อ 7 เป็นเจ้าของได้รับมอบอำนาจจากนายปริญญา หรือเฮีย 7 ให้เข้าแจ้งความตำรวจ สน.คลองตัน ลงบันทึกประจำวันว่ามีคนหายไป
ซ้อ 7 ตายแล้ว ?????
เมื่อตัวละครที่สำคัญในคดีฆ่าเฮีย 3 หายไปอย่างลึกลับชวนสงสัยเช่นนี้ ทุกประเด็นที่เป็นชนวนน่าจะเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเธอจึงต้องถูกขุดคุ้ยละเอียดยิบ โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสามีก็ใช่ว่าจะราบรื่นโรยด้วยกลีบกุหลาบเสียที่ไหน มีทั้งเรื่องทรัพย์สมบัติ ชู้สาว การหย่าร้างเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ทำให้กระแสสังคมจับจ้องไปที่เฮีย 7 ผู้ที่นั่งอยู่บนภู
ปมสงสัยที่ผุดขึ้นในหัวสมองของทุกคนที่ติดตามละครชีวิตของคนในตระกูลวิญญรัตน์ แถมวาดภาพลำดับเรื่องราวเป็นตุเป็นตะว่า ซ้อ 7 ถูกฆ่าตัดตอนจากไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลังบงการฆ่าเฮีย 3 ด้วยการวางแผนที่แยบยลหลอกให้ซ้อ 7 เป็นตัวเชื่อมดึงซ้อ 4 เข้ามาเกี่ยวข้องในการติดต่อการจ่ายเงินให้กลุ่มมือปืนที่ลงมือสังหาร พอซ้อ 4 ติดร่างแหกลายเป็นคนจ้างวานฆ่าตามแผน ตัวเชื่อมอย่างซ้อ 7 ก็แปรผันจากผู้รับใช้ที่ดีกลายเป็นอยู่ไปก็รังแต่จะนำความเดือดร้อนมาให้ สุดท้ายก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย???
"ผมไม่ใช่คนเลวถึงขนาดจะคิดวางแผนสั่งฆ่าใคร แต่ยอมรับว่าในครอบครัววิญญรัตน์เอง ก่อนที่จะเกิดเรื่องเมื่อ 16 ปีที่ผ่านมา มีความขัดแย้งกันในครอบครัว ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารงานภายในบริษัทบ้างเป็นธรรมดา ซึ่งทุกคนในครอบครัวเข้าใจ และไม่คิดว่าปัญหานี้จะกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ถึงกับต้องฆ่ากันเองระหว่างพี่น้อง ที่ผ่านๆ มามีข่าวแบบอ้อมๆ ในทำนองว่าคนในครอบครัววิญญรัตน์ มีการจ้างวานให้มีการอุ้มนางวรรณราตรีไปฆ่าทิ้ง ทุกวันนี้เมื่อเจอผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ทุกคนตักเตือนว่าให้หนักแน่น เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมด" คำเปิดใจครั้งแรกของนายปริญญา วิญญรัตน์ หรือ เสี่ย 7 กับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2545
และจนถึงวินาทีนี้การค้นหาซ้อ 7 วรรณราตรี วิญญรัตน์ สาวสวยจากเวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ก็ยังคงดำเนินต่อไป เพื่อนำมาไขปมปริศนา ที่มาที่ไป ใครคือผู้บ่งการฆ่าเสี่ยใหญ่ในตระกูลวิญญรัตน์กันแน่
พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร. เคยพูดเปรียบเทียบคดีนี้กับคดีตระกูลธรรมวัฒนะไว้ว่า
"เรื่องนี้เปรียบเทียบกับคดีตระกูลธรรมวัฒนะ ที่ขณะเกิดเหตุ ตำรวจ อัยการ และศาลไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก่อน ที่นายห้างทองตาย สื่อและตำรวจก็ไม่เชื่อว่าฆ่าตัวตาย และได้สั่งให้กองปราบปรามติดตามตลอด เพราะฝืนความรู้สึกประชาชน ใครมีหลักฐานใหม่หลายปีก็ดำเนินการได้ เลยเพราะไม่ได้เป็นคดีอาญา แตกต่างกับคดีที่เป็นคดีอาญา แต่คล้ายกันตรงที่เป็นเรื่องครอบครัว คนวงนอกไม่รู้เรื่อง"
ที่แน่ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีคนใน 2 ครอบครัวนี้ตกเป็นจำเลยสังคมไปแล้ว 2 คน คือ นายนพดล ธรรมวัฒนะ และนายปริญญา วิญญรัตน์ ทั้งๆ ที่กระบวนการยุติธรรมยังไม่ได้ระบุชัดเจนลงไปว่าใช่คนผิดหรือไม่
ถ้าพิเคราะห์กันดีๆ เรื่องลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากไม่มีคำนี้เกิดขึ้นในตระกูลธรรมวัฒนะและวิญญรัตน์ "โลภ"
"ความโลภเกิดขึ้นได้กับทุกคนในสังคมโลก แม้แต่พระสงฆ์เองยังมีเงินอยู่ในบัญชีกันเป็นจำนวนมาก โอนกันมาเป็นสมบัติส่วนตัว เมื่อมรณะไปแล้วก็เห็นได้ว่ามีเงินมากมาย สุดท้ายเอาไปไม่ได้" แง่คิดเรื่องความโลภ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา
ฟังแล้วก็...ปลง

มรดกเลือด

มรดกเลือด? จาก 'ธรรมวัฒนะ' ถึง 'ซอสภูเขาทอง'
คมสันต์ กล่อมสิงห์
หากพลิกแฟ้มคดีฆาตกรรมอำพรางที่เป็นปริศนา นำไปสู่ชนวนที่มาของการเปิดศึกแย่งชิงกองมรดกมูลค่ามหาศาล จนกลายเป็นกองมรดกเลือด ย้อนหลังไป 10 ปี จะพบว่ามีคดีดังๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนในแวดวงตระกูลไฮโซ ไฮซ้อ ตกเป็นข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์รายวันติดๆ กันยืดยาวชวนติดตามยิ่งกว่าละครน้ำเน่าในจอทีวี อยู่ 2 ตระกูลใหญ่
"ธรรมวัฒนะ" ตระกูลดังย่านสะพานใหม่-ดอนเมือง คือ มรดกเลือดคดีแรก
"วิญญรัตน์" ตระกูลเจ้าของธุรกิจซอสภูเขาทองซึ่งกำลังโด่งดังขณะนี้ ถือเป็นศึกมรดกเลือดคดีที่ 2 จะเป็นความบังเอิญหรืออะไรก็ตาม แต่เรื่องของทั้ง 2 ตระกูลมีอะไรที่คล้ายกัน ราวกับมีนักประพันธ์มือดีขีดเขียนเส้นทางชีวิตจริงให้กลายเป็นดั่งละครน้ำเน่า ประเภทลูกฆ่าพ่อ น้องฆ่าพี่ แบบทิ้งปริศนาให้คนดูขบคิด ค้นหาฆาตกรตัวจริง ที่กระโจนลงสู่สมรภูมิเข้าช่วงชิงอำนาจและทรัพย์สินเงินทอง
แต่ใช่ว่าตระกูลอื่นๆ จะไม่มีเรื่องลักษณะนี้ พอดีไม่เป็นข่าวและไม่โด่งดังเท่า 2 ครอบครัวนี้เท่านั้น เราๆ ท่านๆ เลยไม่มีโอกาสสืบเสาะเข้าไปรับรู้รับทราบ
มรดกเลือดหมื่นล้านตระกูลธรรมวัฒนะ ก่อตัวขึ้นมาหลังจากนางสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ ผู้เป็นแม่เสียชีวิตลง แม้จะจัดสรรแบ่งโอนทรัพย์สินมรดกต่างๆ ให้แก่ทายาทธรรมวัฒนะหมดแล้ว แต่ยังเหลือธุรกิจ ตลาดยิ่งเจริญ หรือตลาดขี้เถ้า ที่ระบุในพินัยกรรมให้แบ่งมรดกแบบกงสีฝรั่ง โอนทรัพย์สินทั้งหมดของตลาดมาขึ้นกับกองทุนใช้ชื่อ บริษัท สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ จำกัด มีลูก 8 คนเป็นผู้ถือหุ้น
ต่อมา น.ส.ฐานิยา หรือนงนุช ธรรมวัฒนะ ลูกคนเล็ก ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท อ้างเหตุผลไปทำธุรกิจของตัวเอง จากนั้นทายาทธรรมวัฒนะต้องการให้ตลาดเจริญยิ่งยิ่งขึ้น จึงตกลงว่าจ้างบริษัทมาบริหารตลาด ซึ่งบริษัทที่ว่าจ้างก็ไม่ใช่อื่นไกล พี่น้องทั้ง 7 คน ยกเว้นนงนุชคนเดียว ไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่อีกบริษัทชื่อ สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (1990) โดยมีนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ เป็นประธาน นายนพดล ธรรมวัฒนะ เป็นกรรมการผู้จัดการ ทำหน้าที่บริหารตลาด เก็บเงินรายได้จากตลาดได้กำไรสุทธิเท่าไหร่ก็เอาไปส่งให้แก่บริษัทกงสี แบ่งกันใน 8 พี่น้อง
ประธานกับกรรมการผู้จัดการต่างเป็นแกนนำกลุ่มธรรมวัฒนะที่แยกออกเป็น 2 ขั้ว ซึ่งแต่ละขั้วต่างมีสมาชิกฝ่ายละ 3 คนเท่ากัน สามารถถ่วงดุลกันได้ กระทั่งนายปริญญา ธรรมวัฒนะ เกิดมาแตกคอกับนายนพดล ในกิจการโกลด์มาสเตอร์ ทำให้ขั้วของนายนพดลสู้ฝั่งนายห้างทองไม่ได้ ทำให้นายนพดลลาออกจากการเป็นผู้จัดการตลาด กลุ่มนายห้างทองจึงเรียกประชุมแต่งตั้งกรรมการใหม่ ให้นายปริญญาเป็นผู้จัดการแทน
ปมมรดกเลือดธรรมวัฒนะมาปะทุเดือดสุดๆ เมื่อย่ำรุ่งของวันที่ 6 กันยายน 2542 นายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ซึ่งขณะนั้นเป็น ส.ส.กทม. พรรคประชากรไทย ใช้อาวุธปืนยิงตัวตาย ที่บ้านเลขที่ 299/9 หมู่ 7 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. ภายในห้องนอนนายนพดล ผู้เป็นน้องชายที่กำลังมีปัญหาความขัดแย้งการจัดการกองมรดก แม้เบื้องต้นตำรวจจะสันนิษฐานว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่น้องๆ ขั้วนายห้างทอง นำโดยนายปริญญา ธรรมวัฒนะ น้องคนที่ 9 ไม่เชื่อว่าพี่ชายจะฆ่าตัวตายเอง เพราะมีเงื่อนงำชวนให้เคลือบแคลง ไม่ว่าจะเป็นมูลเหตุจูงใจ สภาพศพ ปืนที่ใช้ฆ่าตัวตาย
"นพดล" ลูกคนที่ 4 ของตระกูลธรรมวัฒนะ แกนหลักฝั่งตรงข้ามขั้วนายห้างทอง ตกเป็นจำเลยสังคม ที่ถูกมุ่งเป้าว่า น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้
"ขณะนี้ที่ผมถูกกระทำยิ่งกว่าศาลเตี้ยเสียอีก และสังคมจะอยู่ได้อย่างไรครับ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เราจำเป็นต้องสร้างวัฒนะธรรมที่ถูกต้อง สร้างความถูกต้องให้มันเกิดหลักเกณฑ์ กฎเกณฑ์ต้องเกิดขึ้น" บทสัมภาษณ์เปิดใจช่วงหนึ่งของนายนพดล ธรรมวัฒนะ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2542 หลังถูกกระแสสังคมกดดันอย่างหนัก ในคดีการเสียชีวิตของนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ว่าตัวเขาเองน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ตำรวจใช้เวลานานกว่า 43 วัน ในการสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สุดท้ายสรุปนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ ฆ่าตัวตาย??? โดยไม่มีพยานหลักฐานใดชี้ให้เห็นว่าเป็นการฆาตกรรม !!!
"แพทย์ผู้ชำนาญนิติจิตเวชมีความเห็นก่อนหน้านั้นว่า ช่วงก่อน 5 ทุ่ม นายห้างทองอาจมีอาการเครียดมาก จนไม่สามารถทานอาหารได้ตามปกติ จนเวลา 5 ทุ่มจึงตัดสินใจเลือกแนวทางการแก้ปัญหาให้จบไปจึงรู้สึกสบายใจ และเกิดอาการหิว บริโภคอาหารได้อย่างมากก่อนที่ฆ่าตัวตาย" พล.ต.ต.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบช.น. แถลงถึงปัจจัยการตัดสินใจฆ่าตัวตายของนายห้างทองไว้เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2542 ณ ห้องประชุมกองบัญชาการตำรวจนครบาล
ฆ่าตัวตาย คือบทสรุปของการเสียชีวิตของพี่ใหญ่ตระกูลธรรมวัฒนะ แต่ดูเหมือนว่าศึกกองมรดกเลือดตระกูลนี้ไม่ได้จบตามไปด้วย แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานหลายปี ความสัมพันธ์ของเหล่าบรรดาพี่น้องก็ยังแตกร้าวเหมือนเช่นเดิม โดยเฉพาะตัวนายปริญญากับนายนพดล 2 ผู้นำก๊กที่ต่อกันไม่ติด ถึงขนาดนายปริญญา ออกมายอมรับว่า "ความขัดแย้งกับนายนพดล ที่ตนเองเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการตายนายห้างทองนับวันจะมีเพิ่มมากขึ้น" นอกจากนี้พี่น้องทั้ง 2 ฝ่าย ยังพยายามที่จะตัดความสัมพันธ์ด้วยการขายหุ้นในตลาดยิ่งเจริญ เพื่อไม่ต้องมีอะไรสัมพันธ์กันอีกต่อไป
กลายเป็นจุดล่มสลายแห่งความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องของตระกูล "ธรรมวัฒนะ"
ให้หลังมาได้ 3 ปี คดีลักษณะเดียวกันกับตระกูลธรรมวัฒนะมาเกิดขึ้นอีกครั้งกับตระกูล "วิญญรัตน์" เจ้าของธุรกิจซอสภูเขาทอง และโด่งดังไม่แพ้กัน ซึ่งถ้ามองดีๆ จะเห็นว่า ชนวนมรดกเลือดของตระกูลนี้ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดเอาตอนนี้ แต่ การระหองระแหงระหว่างพี่น้องภายในกันเองมีมานานเป็น 10 ปี โดยที่คนนอกไม่ได้เข้าไปรับรู้ จะรู้กันเฉพาะคนใกล้ชิด หรือคนในแวดวงเท่านั้น
จุดประกายปัญหาความขัดแย้งภายในครอบครัวออกมาเป็นข่าวให้สังคมภายนอกรับรู้และรับทราบ
ตั้งแต่เมื่อ 1 สิงหาคม 2529 หลังคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ ใช้ปืน.38 ยิงนายไกรลาศ วิญญรัตน์ หรือเฮีย 3 ที่เข้ามาดูแลกิจการใน หจก.ไทยเทพรส ตำแหน่งผู้จัดการ แทนนายใช้ แซ่โค้ว ผู้เป็นบิดา เพราะนายไกรลาศเป็นลูกชายคนโตของพี่น้องทั้งหมด
ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 3 คน คือ นางวิมลรัตน์ วิญญรัตน์ สะใภ้ 4 หรือที่ทุกคนเรียกซ้อ 4 ภรรยานายไกรวัลย์ วิญญรัตน์ หรือเฮีย 4 ของตระกูล ในฐานะเป็นผู้จ้างวานนายศิรินทร์ โลกนิมิตร คนขับรถจักรยานยนต์ และนายโพธิ์แก้ว โลกนิมิตร มือปืน ต่อมา ศาลอาญาพิพากษาว่ามีความผิดจริงให้ลงโทษประหารชีวิตนางวิมลรัตน์ และจำคุกนายศิรินทร์และนายโพธิ์แก้วตลอดชีวิต ซึ่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น นางวิมลรัตน์ ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอภัยโทษประหารชีวิต เป็นจำคุก 40 ปี ปัจจุบันต้องโทษจำคุกอยู่ที่ทัณฑสถานหญิงลาดยาว
กิจการต่างๆ ของตระกูลวิญญรัตน์ แทนที่จะตกไปอยู่ในความดูแลของนายไกรวัลย์ เฮีย 4 ก็ต้องเลื่อนลงไปอยู่ในมือนายปริญญา วิญญรัตน์ หรือเฮีย 7 เพราะภรรยาเฮีย 4 ต้องหาจ้างวานฆ่าพี่ชายเสียแล้ว หากเฮีย 4 ขึ้นนั่งเก้าอี้บริหารกิจการคงไม่สวยเท่าใดนัก ทำให้ความขัดแย้งในตระกูลวิญญรัตน์ทวีความร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ นายไกรวัลย์ หรือเฮีย 4 ได้ไปแจ้งความกล่าวโทษต่อกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับนางวรรณราตรี วิญญรัตน์ สะใภ้ 7 หรือซ้อ 7 กล่าวหาเป็นผู้จ้างวานให้นายศิรินทร์และนายโพธิ์แก้วฆ่านายไกรลาศตามคดีเดิมที่ศาลพิพากษาถึงที่สุดแล้ว กระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน 2545 ตำรวจมีหลักฐานว่าซ้อ 7 มีส่วนร่วมกระทำผิด??? จึงขออนุมัติออกหมายจับ
แต่พอตำรวจจะออกติดตามซ้อ 7 มาดำเนินคดี กลับพบประเด็นที่น่าสนใจเกิดขึ้นใหม่ในคดีนี้อีก "ซ้อ 7 หายตัวไปแบบไร้ร่องรอยมานานกว่า 4 ปี" ไม่มีการติดต่อกับญาติพี่น้องหรือแม้แต่คนใกล้ชิด และที่น่าสงสัยเป็นพิเศษก็ตรงบัญชีธนาคารของเธอไม่เคยมีการเคลื่อนไหวตามวันเวลาที่เธอเองหายตัวไปเช่นกัน
เธอหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 แต่กว่าเรื่องจะถูกเปิดเผยก็เมื่อแม่บ้านที่รับจ้างทำความสะอาดห้องเลขที่ 675/199-202 อาคารปรีดีเพลส ตึก B ที่ซ้อ 7 เป็นเจ้าของได้รับมอบอำนาจจากนายปริญญา หรือเฮีย 7 ให้เข้าแจ้งความตำรวจ สน.คลองตัน ลงบันทึกประจำวันว่ามีคนหายไป
ซ้อ 7 ตายแล้ว ?????
เมื่อตัวละครที่สำคัญในคดีฆ่าเฮีย 3 หายไปอย่างลึกลับชวนสงสัยเช่นนี้ ทุกประเด็นที่เป็นชนวนน่าจะเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเธอจึงต้องถูกขุดคุ้ยละเอียดยิบ โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสามีก็ใช่ว่าจะราบรื่นโรยด้วยกลีบกุหลาบเสียที่ไหน มีทั้งเรื่องทรัพย์สมบัติ ชู้สาว การหย่าร้างเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ทำให้กระแสสังคมจับจ้องไปที่เฮีย 7 ผู้ที่นั่งอยู่บนภู
ปมสงสัยที่ผุดขึ้นในหัวสมองของทุกคนที่ติดตามละครชีวิตของคนในตระกูลวิญญรัตน์ แถมวาดภาพลำดับเรื่องราวเป็นตุเป็นตะว่า ซ้อ 7 ถูกฆ่าตัดตอนจากไอ้โม่งที่อยู่เบื้องหลังบงการฆ่าเฮีย 3 ด้วยการวางแผนที่แยบยลหลอกให้ซ้อ 7 เป็นตัวเชื่อมดึงซ้อ 4 เข้ามาเกี่ยวข้องในการติดต่อการจ่ายเงินให้กลุ่มมือปืนที่ลงมือสังหาร พอซ้อ 4 ติดร่างแหกลายเป็นคนจ้างวานฆ่าตามแผน ตัวเชื่อมอย่างซ้อ 7 ก็แปรผันจากผู้รับใช้ที่ดีกลายเป็นอยู่ไปก็รังแต่จะนำความเดือดร้อนมาให้ สุดท้ายก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย???
"ผมไม่ใช่คนเลวถึงขนาดจะคิดวางแผนสั่งฆ่าใคร แต่ยอมรับว่าในครอบครัววิญญรัตน์เอง ก่อนที่จะเกิดเรื่องเมื่อ 16 ปีที่ผ่านมา มีความขัดแย้งกันในครอบครัว ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารงานภายในบริษัทบ้างเป็นธรรมดา ซึ่งทุกคนในครอบครัวเข้าใจ และไม่คิดว่าปัญหานี้จะกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้ถึงกับต้องฆ่ากันเองระหว่างพี่น้อง ที่ผ่านๆ มามีข่าวแบบอ้อมๆ ในทำนองว่าคนในครอบครัววิญญรัตน์ มีการจ้างวานให้มีการอุ้มนางวรรณราตรีไปฆ่าทิ้ง ทุกวันนี้เมื่อเจอผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ทุกคนตักเตือนว่าให้หนักแน่น เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมด" คำเปิดใจครั้งแรกของนายปริญญา วิญญรัตน์ หรือ เสี่ย 7 กับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2545
และจนถึงวินาทีนี้การค้นหาซ้อ 7 วรรณราตรี วิญญรัตน์ สาวสวยจากเวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ก็ยังคงดำเนินต่อไป เพื่อนำมาไขปมปริศนา ที่มาที่ไป ใครคือผู้บ่งการฆ่าเสี่ยใหญ่ในตระกูลวิญญรัตน์กันแน่
พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร. เคยพูดเปรียบเทียบคดีนี้กับคดีตระกูลธรรมวัฒนะไว้ว่า
"เรื่องนี้เปรียบเทียบกับคดีตระกูลธรรมวัฒนะ ที่ขณะเกิดเหตุ ตำรวจ อัยการ และศาลไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก่อน ที่นายห้างทองตาย สื่อและตำรวจก็ไม่เชื่อว่าฆ่าตัวตาย และได้สั่งให้กองปราบปรามติดตามตลอด เพราะฝืนความรู้สึกประชาชน ใครมีหลักฐานใหม่หลายปีก็ดำเนินการได้ เลยเพราะไม่ได้เป็นคดีอาญา แตกต่างกับคดีที่เป็นคดีอาญา แต่คล้ายกันตรงที่เป็นเรื่องครอบครัว คนวงนอกไม่รู้เรื่อง"
ที่แน่ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมีคนใน 2 ครอบครัวนี้ตกเป็นจำเลยสังคมไปแล้ว 2 คน คือ นายนพดล ธรรมวัฒนะ และนายปริญญา วิญญรัตน์ ทั้งๆ ที่กระบวนการยุติธรรมยังไม่ได้ระบุชัดเจนลงไปว่าใช่คนผิดหรือไม่
ถ้าพิเคราะห์กันดีๆ เรื่องลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากไม่มีคำนี้เกิดขึ้นในตระกูลธรรมวัฒนะและวิญญรัตน์ "โลภ"
"ความโลภเกิดขึ้นได้กับทุกคนในสังคมโลก แม้แต่พระสงฆ์เองยังมีเงินอยู่ในบัญชีกันเป็นจำนวนมาก โอนกันมาเป็นสมบัติส่วนตัว เมื่อมรณะไปแล้วก็เห็นได้ว่ามีเงินมากมาย สุดท้ายเอาไปไม่ได้" แง่คิดเรื่องความโลภ หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ จ.นครราชสีมา
ฟังแล้วก็...ปลง

การยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก ::

การยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก ::
การดำเนินงานคุ้มครองสิทธิ
การดำเนินงานคุ้มครองสิทธิจะต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการช่วยทางกฎหมายแก่ประชาชน พ.ศ. 2533 อันเป็นการดำเนินคดีคุ้มครองสิทธิตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ เช่น ร้องขอจัดการมรดก สั่งให้เป็นคนสาบสูญ ร้องขอตั้งผู้ปกครอง ฯลฯ ซึ่งการเนินงานคุ้มครองสิทธิถือว่าพนักงานอัยการเป็นตัวความเอง จึงไม่ต้องยื่นใบแต่งทนายความโดยมีความแตกต่างจากการดำเนินคดีแพ่ง ว่าต่างแก้ต่างให้ กระทรวง ทบวง กรม ซึ่งถือว่าเป็นคู่ความที่แท้จริง ฐานะของพนักงานอัยการมีฐานะเช่นเดียวกับทนายความ โดยปกติ พนักงานอัยการจะรับดำเนินการด้านคุ้มครองสิทธิให้ทุกเรื่อง หากไม่ดำเนินการต้องเสนออธิบดีอัยการฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมายพิจารณาสั่ง และแจ้งให้ผู้ร้องทราบตามระเบียบ หากคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลอื่น สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ต้องส่งเรื่องไปให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนประจำจังหวัด หรือ จังหวัดสาขา ที่มีอำนาจรับดำเนินการให้ การดำเนินการคุ้มครองสิทธิ นอกจากยึดหลักให้บริการ โดยรวดเร็วและเป็นธรรมแล้วยังต้องยึดหลักที่ไม่คำนึงถึงฐานะรายได้ของผู้ร้องขอและไม่เป็นการฝ่าฝืน หรือ หลีกเลี่ยงกฎหมาย ขั้นตอนการดำเนินการ เมื่อมีผู้มาร้อยขอให้คุ้มครองสิทธิ หรือ ช่วยเหลือทางกฎหมายที่สำนักงาน นิติกร หรือ พนักงานอัยการ จะสอบถามผู้ร้อง ตรวจสอบเอกสารหลักฐาน บันทึกข้อเท็จจริงให้สมบูรณ์ที่จะดำเนินการ ตามแบบบันทึกข้อเท็จจริง รับเงินค่าฤชาธรรมเนียม รวบรวมเอกสารเข้าสำนวน เมื่อพนักงานอัยการรับเรื่องจะตรวจว่าเอกสารครบถ้วนหรือไม่ที่จะดำเนินการ ถ้าไม่ครบจะแจ้งให้ผู้ร้องขอส่งมาเป็นสำเนาเอกสาร เมื่อหลักฐานครบถ้วนพอดำเนินการได้ พนักงานอัยการจะยื่นคำร้องต่อศาล ชำระค่าฤชาธรรมเนียม ค่าประกาศหนังสือพิมพ์ และกำหนดวันนัดไต่สวน แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องทราบ นำผู้ร้องและต้นฉบับเอกสาร พยานหลักฐาน เข้าไต่สวนตามวันนัด จนศาลมีคำสั่งและส่งคำสั่งศาลให้ผู้ร้องทราบและขอคัดคำสั่งศาล หากศาลมีคำสั่งตามคำร้องขอแล้ว พนักงานอัยการก็เสนอขอยุติการช่วยเหลือต่ออธิบดีอัยการฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมายพิจารณาสั่งต่อไป หากศาลไม่ได้มีคำสั่งตามคำร้องขอ ก็อาจเสนอพิจารณาอุทธรณ์ฎีกาต่อไป กรณีที่สองเป็นกรณีที่บุคคลถึงแก่ความตายโดยผลของกฎหมาย เป็นกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้บุคคลนั้นเป็นบุคคลสาบสูญ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 62 เป็นให้บุคคลนั้นถึงแก่ความตายโดยผลของกฎหมาย จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก
3. เขตอำนาจศาล ในการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดมรดกถือเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 จัตวา (ที่แก้ไขใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 12 พ.ศ.2534) ซึ่งบัญญัติว่า “คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย ในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาล” ดังนั้น ตามกฎหมายดังกล่าว ในการยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ในขณะถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่ถ้าขณะเจ้ามรดกถึงแก่ความตายนั้น เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาญาจักร การยื่นคำร้องให้ยื่นต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาลนั้น
การยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก
เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาท ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่า เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมีทรัพย์สินจำนวนมากตกทอดแก่ทายาท อาจจะเป็นทายาทโดยธรรม หรือ โดยพินัยกรรม ในกรณีที่เจ้ามรดกมีทรัพย์สินซึ่งมีทะเบียนเป็นโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ทะเบียนอาวุธปืน ทะเบียนรถยนต์ ซึ่งทรัพย์เหล่านี้ในการจัดการมรดก เจ้าพนักงานจะไม่ดำเนินการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์สินเหล่านั้น หากไม่มีการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการตามกฎหมายเสียก่อน โดยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้ราษฎรจำนวนมาก ได้มายื่นคำร้องขอความช่วยเหลือต่อสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน(สคช.) สำนักงานอัยการสูงสุด ให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกเกี่ยวกับทรัพย์สินเหล่านั้น
1. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.)
ป.พ.พ. มาตรา 1713 ทายาท หรือ ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการ จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรม หรือ ผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรือ อยู่นอกราชอาณาเขต หรือ เป็นผู้เยาว์ (2) เมื่อผู้จัดการมรดก หรือ ทายาทไม่สามารถ หรือ ไม่เต็มใจที่จะจัดการ หรือ มีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือ ในการแบ่งปันมรดก (3) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรม ซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใดๆ การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรมและถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์และโดยคำนึ่งถึงเจตนาของเจ้ามรดกแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร มาตรา 1718 บุคคลต่อไปนี้จะเป็นผู้จัดการมรดกไม่ได้ (1) ผู้ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ (2) บุคคลวิกลจริต หรือ บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ







(3) บุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย
2. เหตุในการยื่น (1) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ หรือ กฎหมายอื่น (2) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1602 เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตายตามความในมาตรา 62 แห่งประมวลกฎหมายนี้ มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท กรณีแรกเป็นกรณีที่เจ้ามรดกได้ถึงแก่ความตายโดยธรรมชาติ คือ หัวใจหยุดเต้นและสมองไม่ทำงาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 15
งานคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและผลประโยชน์ของประชาชน
1. เมื่อผู้ขอความช่วยเหลือไปพบพนักงานอัยการ นิติกร หรือ ทนายความอาสา ให้สอบถามและรับเรื่องเบื้องต้นในบัญชีรับเรื่อง - สอบถามและฟังข้อเท็จจริงให้ถ่องแท้ - บันทึกข้อเท็จจริงและตรวจสอบเอกสารหลักฐาน พร้อมมอบสำเนาเอกสาร ตามแบบ สคช.8 แล้วให้ผู้ขอความช่วยเหลือลงลายมือชื่อรับทราบ - เข้าปกสำนวน สคช.1, อก.4 และแบบคำร้อง สคช.8 พร้อมสำเนาหลักฐาน - วางเงินค่าธรรมเนียมศาลล่วงหน้า - เจ้าหน้าที่รับเรื่องลงสารบบความแพ่ง(ส.5 ก.) และลงบัญชีจ่ายสำนวน(บ.7) เสนอหัวหน้าพนักงานอัยการ เพื่อจ่ายสำนวนให้พนักงานอัยการดำเนินการ 2. พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบสำนวน - ทำความเห็นว่าควรดำเนินการหรือไม่ อย่างไรใน อก.4 - ร่างคำร้องเสนอหัวหน้าพนักงานอัยการตรวจแล้วให้เจ้าหน้าที่พิมพ์คำร้อง, บัญชีพยาน 3. การดำเนินการในชั้นศาล - ยื่นคำร้องต่อศาล หรือ มอบฉันทะให้นิติกรไปดำเนินการ - มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบวันนัดไต่สวน - นำพยานไปให้ศาลไต่สวนตามกำหนดนัด - ฟังคำสั่งศาล - คัดสำเนาคำสั่งศาลมอบให้ผู้ร้อง - เสนออุทธรณ์คำสั่งศาลหรือไม่ (กรณีศาลยกคำร้อง หรือ มีคำสั่งที่ไม่เป็นไปตามที่ผู้ร้องประสงค์) - ให้เจ้าหน้าที่ลงสารบบดำเนินการ


เอกสารที่ต้องมายื่นในการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก
ทะเบียนบ้านของผู้ตาย(เจ้ามรดก) หรือหลักฐานยืนยันทางราชการยืนยันภูมิลำเนาของผู้ตาย
ทะเบียนบ้านของผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก
ใบมรณบัตรของผู้ตาย
ใบมรณบัตรของบิดามารดา กรณีบิดามารดาของผู้ตาย(เจ้ามรดก)ถึงแก่ความตายก่อนแล้ว
ทะเบียนสมรสของสามี หรือ ทะเบียนการหย่าของสามีภรรยาของผู้ตาย
ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อ ชื่อสกุล ของทายาทและผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย(ถ้ามี)
สูติบัตรของบุตรของผู้ตาย กรณีบุตรยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือ ไม่สามารถให้ความยินยอมได้
บัตรประจำตัวข้าราชการ บัตรประชาชน ของผู้ร้องขอจัดการมรดก
พินัยกรรมของผู้ตาย(ถ้ามี)
หนังสือให้ความยินยอมของทายาทของผู้ตายในการร้องขอจัดการมรดก
บัญชีเครือญาติของเจ้ามรดก(ผู้ตาย)
เอกสารเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย เช่น โฉนดที่ดินหรือใบแทนหรือสำเนาที่รับรองถูกต้องของเจ้าพนักงาน และสัญญาจำนอง ทะเบียนรถจักรยานยนต์ ทะเบียนรถยนต์ ทะเบียนอาวุธปืน สมุดเงินฝากธนาคาร ใบหุ้น และอื่นๆ เป็นต้น
บัตรประจำตัวข้าราชการ หรือบัตรประจำตัวประชาชน และ ทะเบียนบ้านของผู้ให้ความยินยอมทุกคน
หมายเหตุ จัดเตรียมสำเนาเอกสารทุกรายการพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง จำนวน 4 ชุด